อาจารย์วิศวะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล กาญจนบุรี ชวนไขคำตอบ “กระบวนการแต่งแร่” คืออะไร? เมื่ออุตสาหกรรมขยับเข้าใกล้ชุมชน
177 อ่าน
อาจารย์วิศวะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล กาญจนบุรี ชวนไขคำตอบ “กระบวนการแต่งแร่” คืออะไร? เมื่ออุตสาหกรรมขยับเข้าใกล้ชุมชน
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ดร.อาจารี แก้วเหล่ายูง อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เผยแพร่องค์ความรู้ในการดำเนินกิจการ “โรงแต่งแร่” เพื่อให้ประชาชน และผู้ประกอบการ ได้เกิดความตระหนัก เมื่อเกิดความตระหนัก จะคำนึงถึงผลกระทบ และเมื่อเข้าใจผลกระทบตามข้อเท็จจริง จึงจะสามารถร่วมตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล โดยได้เปิดเผยว่า
ในยุคปัจจุบันที่ประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ ก็เติบโตเป็นเงาตามตัว อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมโลหะวิทยา อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ล้วนมีความต้องการทรัพยากรแร่มาแปรรูป สกัด และใช้ในกระบวนการผลิตอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ รวมถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ความต้องการที่พุ่งสูงนี้ ส่งผลให้เรื่องที่เคยดูไกลตัวอย่าง “การทำเหมืองและการแต่งแร่” เริ่มขยับเข้ามาใกล้ตัวและใกล้ชุมชนที่เราอยู่อาศัยมากขึ้น ใกล้แหล่งน้ำอุปโภคบริโภค หรือพื้นที่ประกอบอาชีพ ทำมาหากินของประชาชน และวันใดวันหนึ่ง กิจกรรมเหล่านี้ก็อาจจะขยับมาตั้งอยู่ใกล้บ้านของเรา

การดำเนินกิจการ “โรงแต่งแร่” ในประเทศไทย ไม่สามารถก่อสร้าง หรือเปิดดำเนินการได้โดยอิสระ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงานภาครัฐ ประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและปกป้องสิทธิ์ของชุมชนอย่างรัดกุม ซึ่งประชาชนควรรู้เพื่อใช้ตรวจสอบ ได้แก่
พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะทำการคัดแยก บด หรือแปรรูปแร่นอกเขตเหมืองที่ได้รับสัมปทาน/นอกเขตประทานบัตร ต้องได้รับ “ใบอนุญาตแต่งแร่” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเสียก่อน
พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม): เนื่องจากโรงแต่งแร่ถูกจัดเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานที่มีมลพิษหรืออาจก่อผลกระทบ) จึงต้องได้รับ “ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน” หรือ “ใบ ร.ง. 4” จากกระทรวงอุตสาหกรรมก่อนเริ่มเดินเครื่องประกอบกิจการ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 - กำหนดให้โครงการแต่งแร่ที่มีการใช้สารเคมีหรือมีกระบวนการลอยแร่ตามประกาศกระทรวงที่ออกตาม พรบ. นี้ จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) และหากเข้าข่ายโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ก็ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA (Environmental and Health Impact Assessment) ควบคู่ไปกับการทำ “กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน” เพื่อฟังเสียงของคนในพื้นที่
ดังนั้น ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกิจกรรมของโรงแต่งแร่ เพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเหล่านี้ร่วมตัดสินใจได้อย่างเท่าทัน
1. กิจกรรมและของเสีย (By-products) ในโรงแต่งแร่เกิดอะไรขึ้นบ้าง? “การแต่งแร่” (Ore Dressing) คือกระบวนการแยกเนื้อแร่เศรษฐกิจออกจากหินและแร่เจือปนที่ไม่มีมูลค่า โดยมีกิจกรรมเริ่มต้นจากการบดแร่ ให้เป็นผงละเอียด (Grinding) ซึ่งขั้นตอนนี้จะก่อให้เกิด ฝุ่นละอองและเสียงดัง จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการแยกแร่ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อแร่ ซึ่งในทางอุตสาหกรรมนิยมใช้ 2 วิธีหลักร่วมกัน คือ
- กระบวนการจิกกิ้ง (Jigging Process) - เป็นการแยกแร่ด้วยความถ่วง (Gravity Separation) สำหรับแร่ที่มีขนาดค่อนข้างหยาบ โดยอาศัยหลักการความต่างของความหนาแน่น เครื่องจิกกิ้งจะป้อนน้ำและสร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะเพื่อดันให้แร่ที่มีน้ำหนักมาก (เช่น แร่ฟลูออไรต์) ตกตะกอนลงด้านล่าง ส่วนหินเจือปนที่เบากว่า จะถูกพัดลอยไปด้านบน สิ่งที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนนี้คือ “กากหางแร่ที่เป็นเศษหินหยาบ (Coarse Tailings)” และ “น้ำโคลนปริมาณมหาศาล” แม้วิธีนี้จะไม่ใช้สารเคมี แต่หากไม่มีระบบตกตะกอนและหมุนเวียนน้ำที่ดี น้ำโคลนเหล่านี้จะสร้างปัญหาตะกอนสะสมอย่างรุนแรง

- กระบวนการลอยแร่ (Froth Flotation) ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด ใช้สำหรับผงแร่ขนาดเล็กละเอียดที่ไม่สามารถแยกด้วยวิธีจิกกิ้งได้ นำมาผสมน้ำและสารเคมีปรับสภาพ จำพวกสารสะสม (Collectors) และสารกดดัน (Depressants) เพื่อทำให้เนื้อแร่เกาะติดฟองอากาศลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำ สิ่งที่เหลืออยู่คือ “กากหางแร่เนื้อละเอียด (Fine Tailings)” ซึ่งมีลักษณะเป็นโคลนเหลวเนื้อละเอียดที่ปนเปื้อนสารเคมีอินทรีย์ และ “น้ำทิ้งจากกระบวนการ” ที่มีไอออนของสารเคมีละลายปนอยู่เข้มข้น
2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากบริหารจัดการไม่ได้มาตรฐาน หากโรงแต่งแร่ไม่มีระบบการจัดการของเสียที่รัดกุมพอ สิ่งแวดล้อมโดยรอบจะได้รับผลกระทบในทางธรณีเคมีอย่างรุนแรง ได้แก่ การปนเปื้อนของสารเคมีและสารละลายแร่ - เช่น ในกรณีการแต่งแร่ฟลูออไรต์ - หากระบบบ่อกักเก็บกากหางแร่ไม่มีการปูด้านล่างด้วยแผ่นกันซึมที่ดีพอ ไอออนของฟลูออไรด์ - ที่ละลายน้ำได้ดีจะซึมลงสู่น้ำบาดาลและไหลลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน
น้ำเจือปนกรดและโลหะหนัก: เมื่อของเสียเหล่านี้ถูกทิ้งไว้และทำปฏิกิริยากับน้ำและออกซิเจนในอากาศ จะกลายเป็นน้ำสภาพกรด ซึ่งกรดนี้จะไปกัดเซาะและชะล้างโลหะหนักที่เป็นพิษ (เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู) ซึ่งมีอยู่ในชั้นหินชั้นดินในบริเวณเดียวกัน ไหลออกไปปนเปื้อนสู่ระบบนิเวศภายนอก ระบบนิเวศน้ำขุ่นทึบ - กากหางแร่ที่เป็นโคลนละเอียดหากหลุดรอดลงแหล่งน้ำธรรมชาติ จะทำให้น้ำขุ่นข้น แสงแดดส่องไม่ถึงพืชน้ำ สัตว์น้ำขาดออกซิเจนและสูญเสียแหล่งวางไข่
3. ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน เมื่อเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม สารพิษเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านทางห่วงโซ่อาหาร เช่น การดื่มน้ำ บริโภคพืชผักที่ปลูกและพืชน้ำที่อยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน หรือกินสัตว์น้ำที่สะสมสารพิษเอาไว้
• ภาวะพิษจากฟลูออไรด์สะสม (Fluorosis): หากได้รับฟลูออไรด์จากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระยะยาว จะเข้าไปทำลายสารเคลือบฟันทำให้ฟันตกกระ ผุกร่อน ดำ และเข้าไปสะสมในกระดูกก็อาจส่งผลให้เปราะหักง่าย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ปวดข้อ ข้อติด และอาจร้ายแรงถึงขั้นกระดูกบิดเบี้ยวพิการ
• พิษจากโลหะหนัก: โลหะหนักที่ถูกชะล้างออกมา เช่น ตะกั่ว จะส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำลายเซลล์สมอง (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก) รบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดง และก่อให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง รวมถึงสารเคมีตกค้างจากการลอยแร่บางชนิดก็อาจเป็นสารก่อมะเร็ง และสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนังสัมผัส หรือสารหนู ที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของสารก่อมะเร็ง และเพิ่มโอกาสการเกิดพิษเฉียบพลันซึ่งทีโอกาสเสียชีวิตได้
บทสรุป - การทำความเข้าใจเรื่องกระบวนการแต่งแร่และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีไว้เพื่อการปฏิเสธการพัฒนาทางอุตสาหกรรม แต่มีไว้เพื่อให้ประชาชนในฐานะเจ้าของพื้นที่ มีความรู้เท่าทัน มีข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมต้องใช้เทคโนโลยี และการจัดการที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด (เช่น ระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ Zero Discharge) อีกทั้งยังต้องให้ภาครัฐเน้นย้ำการกระบวนการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวดรัดกุมในเรื่องการจัดการของเสียจากกระบวนการแต่งแร่เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับสุขภาวะที่ดีของชุมชนอย่างยั่งยืน
(ข้อมูลสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม)
1.กรมควบคุมมลพิษ. (2558) คู่มือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นและการตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียด้วยตนเอง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2.สำนักบริหารและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (2548). คู่มือการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม
3.กองประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2563) แนวทางการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ญาณภัทร ศิลปะขจร//กาญจนบุรี
ข่าวล่าสุด
- วันที่[2026-08-18 ] จันทบุรี - เปิดเวทีสร้างความเข้าใจโครงการ “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ยันสร้างความมั่นคงน้ำเกษตรกร....
- วันที่[2026-08-10 ] อบต.หนองน้ำใส – หนุนปชช. ผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติก เพื่อลดปริมาณขยะ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม....
- วันที่[2026-08-08 ] พลังจิตอาสาอุทัย เปลี่ยนคลองสะอาด สู่ชุมชนน่าอยู่ “อยุธยาเมืองสะอาด” จากพื้นที่เล็กๆ สู่คุณภาพชีวิตของคนในชุมชน....
- วันที่[2026-08-07 ] สภาเกษตรกรอยุธยา – บูรณาการฟื้นฟูและพัฒนาบ่อปลาพระราชทานบ้านบางชะนี สืบสานพระราชปณิธานเฉลิมพระเกียรติในหลวง....
- วันที่[2026-08-01 ] มรภ.อยุธยา - ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน....
- วันที่[2026-07-28 ] จันทบุรี – ปลัดตำบลช้างข้าม ร่วมโครงการควบคุมและป้องกันไข้เลือดออก....
- วันที่[2026-07-28 ] จันทบุรี - จัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ให้บริการวิชาการและรับฟังปัญหาเกษตรกรในพื้นที่ อ.นายายอาม....
- วันที่[2026-07-21 ] อาจารย์วิศวะฯสิ่งแวดล้อมและการจัดการภัยพิบัติฯ ม.มหิดล แนะรีไซเคิลยางรถยนต์อย่างถูกวิธี รีไซเคิลได้ แต่ต้องควบคุมให้ดี กุญแจสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน....
- วันที่[2026-07-20 ] อาจารย์วิศวะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล กาญจนบุรี ชวนไขคำตอบ “กระบวนการแต่งแร่” คืออะไร? เมื่ออุตสาหกรรมขยับเข้าใกล้ชุมชน....
- วันที่[2026-07-19 ] กองตรวจการประมงชลบุรี - จับเรือคราดหอยผิด กม. กลางทะเล บุคคลต่างด้าว....
